อเมริกาบ้าคลั่ง

(จากคอลัมน์ "ฟอไฟฟุดฟิดอังกฤษอเมริกัน" โดย "บ๊อบ บุญหด" เดลินิวส์ 17-19 กุมภาพันธ์ 2552)

McCarthy with report

ถ้าเราดูสหรัฐฯ สมัยนี้อาจมองเห็นประเทศที่น่าชื่นชม เสียงประชาชนเป็นใหญ่ กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ มีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกันทุกคน ฯลฯ

แต่กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ สหรัฐฯ ก็ผ่านยุคสมัยที่เลวร้ายมามากต่อมาก เช่นยุค Prohibition ที่รัฐบาลกลางยอมกระแสสังคมส่วนน้อยแต่เสียงดัง แก้รัฐธรรมนูญให้เหล้าผิดกฎหมาย

ที่ว่าเลวร้ายไม่ได้เป็นเพราะว่าผมนิยมดื่มก็เลยเห็นใจคอเหล้าที่ต้องอดอยากปากแห้งนะครับ เพราะผมเองก็ไม่ดื่ม

ที่ว่าเลวร้ายเพราะว่ามันเป็นนโยบายที่ดูเหมือนจะดี แต่เอาเข้าจริงๆ กลับไม่ได้ผล มิหนำซ้ำยังส่งผลร้ายต่อเศรษฐกิจและสังคมอีก เพราะ silent majority = เสียงส่วนใหญ่ที่เงียบ ไม่ได้ออกมาเดินขบวนเคลื่อนไหวโวยวาย แต่ยังนิยมดื่มอยู่และไม่รังเกียจที่จะดื่มเหล้าที่ลักลอบเข้ามาโดยผิดกฎหมาย

ผลก็คือเกิดตลาดมืดขนาดมหาศาลซึ่งคุมโดยเจ้าพ่อรายใหญ่ๆ มีการให้สินบนเจ้าหน้าที่พนักงานเพื่อให้ turn a blind eye = เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ต่อการกระทำความผิด รายได้ที่ควรจะเข้ารัฐก็เข้ากระเป๋าเจ้าพ่อหมด มีการฆ่ากันแย่งส่วนแบ่งตลาด คนส่วนใหญ่ก็ยังดื่มกันต่อ กลายเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับสังคมและต้องยกเลิกในที่สุด

อีกยุคหนึ่งที่ทำให้สังคมอเมริกันแตกแยกขัดแย้งกันอย่างมากเกิดขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นั่นคือยุคที่ถูกครอบงำโดยแนวความคิดที่เรียกว่า McCarthyism (แหม็คค้าร์ธีหยิสสึ่ม)

ปกติเรามักจะมองว่าสหรัฐฯ เป็นสังคมที่มีเหตุผลมากกว่าหลายๆ สังคม แต่ในยุค McCarthyism ดูเหมือนว่าสังคมอเมริกันได้ละทิ้งเหตุผล กลายเป็นสังคมที่ผิดเพี้ยนบ้าคลั่งไปพักหนึ่ง

McCarthyism ดูเหมือนเป็นคำยากนะครับ แต่ถ้าคุณพูดกับคนอเมริกันที่มีการศึกษาเขาจะเข้าใจทันทีว่าคุณหมายถึงอะไร

ถ้าคุณได้ดูหนังเรื่อง Indian Jones and the Kingdom of the Crystal Skull ซึ่งตามเนื้อเรื่องเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1957 คงสังเกตว่าอินดี้ถูก FBI ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นคอมมิวนิสต์ และคุณก็อาจจะงงว่าคนที่เคยทำงานให้รัฐบาลอเมริกันและต่อสู้นาซีมาแล้วทำไมถึงโดนอย่างนั้น

นั่นเป็นแค่เสี้ยวเล็กๆ ของบรรยากาศภายใต้ยุค McCarthyism ครับ เป็นยุคที่เรียกว่า Second Red Scare = ยุคกลัวสีแดงครั้งที่สอง ก็ได้ เป็นช่วงเวลาที่คนอเมริกันกลัวคอมมิวนิสต์ขึ้นสมอง (สมัยนั้นสีแดงเป็นสีของคอมมิวนิสต์) หวาดระแวงว่ามีคอมมิวนิสต์เข้ามาแทรกซึมรัฐบาลหรือราชการ

ใครที่มีความคิดอิสระหน่อยก็อาจถูกกล่าวหาว่าเป็นพวก sympathizer = ผู้เห็นอกเห็นใจ (แนวร่วม) คอมมิวนิสต์ ได้ง่ายๆ

วุฒิสมาชิก Joseph McCarthy เป็นนักการเมืองขวาจัดที่โด่งดังถึงขนาดชื่อของตนได้จารึกลงในประวัติศาสตร์และกลายเป็นศัพท์ใหม่ทางการเมือง

คำว่า McCarthyism ที่มาจากชื่อเขา ได้กลายเป็นคำที่ใช้เรียกรวมสำหรับการกล่าวหาโดยไม่มีหลักฐาน ไม่รับผิดชอบ มุ่งปลุกระดมให้เกิดความเกลียดชังผู้ถูกกล่าวหา โดยเฉพาะการโจมตีทำลายฝ่ายตรงข้ามว่า unpatriotic = ไม่รักชาติ และ disloyal = ไม่จงรักภักดี ต่อสหรัฐอเมริกา

เขาเป็นวุฒิสมาชิกเพียง 10 ปี แต่ในช่วงเวลานั้นก็สามารถเปลี่ยนโฉมการเมืองอเมริกันให้กลายเป็นระบบที่มีความหวาดกลัว หวาดระแวง แตกแยก จนดูเหมือนไม่ใช่อเมริกาที่เรารู้จัก

จะถามว่าคนๆ เดียวสามารถเปลี่ยนโฉมประเทศได้กระนั้นหรือ ก็คงไม่ใช่ เพียงแต่ว่าเขาอ่านทิศทางลมของประเทศได้เก่ง และสามารถใช้ประโยชน์จากมันในการสร้างชื่อเสียงและความนิยมให้กับตนเองได้

ช่วงเวลาระหว่างปลายทศวรรษ 1940 ถึงปลายทศวรรษ 1950 (McCarthy ตายในปี 1957) เป็นช่วงที่ชาวอเมริกันกำลังหวาดผวากับภัยคุกคามของคอมมิวนิสต์ที่ดูเหมือนกำลังแผ่ขยายไปทั่วโลก

ถ้าคุณจำได้ มีฉากหนึ่งใน Indiana Jones and the Kingdom of the Crystal Skull ที่เป็นการประท้วงต่อต้านคอมมิวนิสต์โดยนักศึกษามหาวิทยาลัย มีการชูป้ายที่เขียนว่า Better dead than red. = ตายยังดีกว่าเป็นสีแดง เพราะสีแดงสมัยนั้นหมายถึงอะไรก็ตามที่เป็น “ซ้าย” ไม่ว่าจะเป็นคอมมิวนิสต์หรือสังคมนิยม (สีแดงเป็นสีแห่งธงสหภาพโซเวียต)

ในบรรยากาศที่หวาดผวาเช่นนั้น McCarthy ได้ทำให้ตัวเองมีชื่อเสียงพุ่งกระฉูดจากการกล่าวสุนทรพจน์เมื่อปีค.ศ. 1950 ต่อหน้ากลุ่มสตรีพรรครีพับลิกันที่เมือง Wheeling (เวี้ยลหลิ่ง) รัฐเวอร์จิเนีย

เขาไม่ได้พูดอย่างเดียว แต่หยิบแผ่นกระดาษออกมาชูหรา บอกว่านี่เป็นรายชื่อของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ 205 คนที่ทำงานอยู่ใน State Department = กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

คนทั้งประเทศฮือฮากับการ “เปิดโปง” ครั้งนี้ จนมีการตั้งคณะกรรมาธิการวุฒิสภา เพื่อสอบสวนว่ามีใครบ้างที่ไม่จงรักภักดีต่อสหรัฐอเมริกา และทำงานอยู่ที่ State Department และที่น่าสนใจคือเขาไม่เคยให้คนอื่นดูกระดาษแผ่นนั้นว่ามีชื่อใครบ้าง และตัวเลขที่อ้างก็เปลี่ยนไปเรื่อย

แม้ว่าผลการสอบสวนไม่สามารถได้ข้อสรุปว่ามีใครเป็นคอมมิวนิสต์บ้าง (รายงานของคณะกรรมาธิการสรุปว่าในบรรดาคนที่ถูกกล่าวหาไม่มีใครเป็นคอมมิวนิสต์หรือฝักใฝ่คอมมิวนิสต์เลย) แต่ McCarthy ก็ใช้โอกาสโจมตีรัฐบาล (เดโมแครต) ว่าไร้น้ำยาในการจัดการกับคอมมิวนิสต์ที่แทรกซึมอยู่ทุกหย่อมหญ้า

ใครที่บังอาจวิจารณ์เขาหรือเป็นอริทางการเมืองของเขาก็ถูกเขา smear (สเมียร์) = ป้ายสี หมดว่าเป็นคอมมิวนิสต์ ไม่จงรักภักดีต่อชาติ

ทุกวันนี้ McCarthyism เป็นฉากฝันร้ายในประวัติศาสตร์ที่คนอเมริกันหลายคนในยุคปัจจุบันคงลืมแล้ว หรือดีไม่ดีอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็ได้ว่าดินแดนที่เขาภูมิใจนักหนาในความอิสระเสรี ครั้งหนึ่งเมื่อไม่นานมากนัก ก็เคยถูกความบ้าคลั่งครอบงำกันทั้งประเทศเหมือนกัน

ความบ้าคลั่งหมู่แบบนี้เรียกว่า mass hysteria ครับ ในภาษาไทยเรามักจะเห็นคำว่า “ฮิสทีเรีย” ใช้ในความหมาย “โรคบ้าผู้ชาย” ซึ่งผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงใช้ในความหมายนั้น เพราะในภาษาอังกฤษ hysteria (หิสตี้เหรี่ย) แปลว่า การแสดงออกที่ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่อยู่หรือขาดสติ และมีวิเศษณ์ว่า hysterical (หิสแต๊หริขั่ล) แปลว่า ที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่หรือขาดสติ

เช่น She became hysterical when she saw the mangled body of her child. = เธอควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่เมื่อได้เห็นศพสภาพเละของลูกเธอ

(โรคบ้าผู้ชาย มีศัพท์เรียกเหมือนกันครับ คือ nymphomania (นิมโฟเม้เหนี่ย) และคนที่เป็นโรคนี้ก็เรียกว่า nymphomaniac (นิมโฟเม้หนิแหย็ค))

ในช่วงแรกๆ ของสงครามเย็น เป็นยุคที่สังคมอเมริกันมีอาการ anticommunist hysteria = ความกลัวคอมมิวนิสต์จนควบคุมสติอารมณ์ไม่อยู่ จนแม้แต่คนที่ดูเหมือนว่าน่าจะมีสติสัมปชัญญะปกติก็พลอยเชื่อการปลุกระดมของ McCarthy เพราะเห็นว่าเขาพูดตรง รักชาติ และเด็ดขาดดี

ต่อมาได้ปรากฏหลักฐานชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ว่า McCarthy เป็น demagogue ตัวยง กุเรื่องขึ้นมาสารพัด ป้ายสีผู้บริสุทธิ์จนเสียผู้เสียคนนับไม่ถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการเอาชื่อคนใส่ใน blacklist = บัญชีดำ ว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ทำให้คนเหล่านั้นถูกไล่ออกและกีดกันไม่ให้ทำงาน

วงการบันเทิงก็พลอยถูกกระทบไปด้วยจากการมี Hollywood blacklist อย่างไม่เป็นทางการ

แต่ในช่วงแรกๆ นั้น McCarthy ได้เป็นฮีโร่ของคนอเมริกันที่เชื่อว่า There is no smoke without fire. = ที่ใดมีควันที่นั่นมีไฟ และคงไม่รู้จักสำนวนไทยว่า “ปั้นน้ำเป็นตัว” ซึ่งความจริงภาษาอังกฤษก็มีเหมือนกัน คือ make up (something) out of whole cloth = กุ (เรื่องอะไรบางอย่าง) จากผ้าที่ยังไม่ถูกตัด

McCarthy ได้ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือปลุกเร้าประชาชนและเพิ่มความนิยมตนเอง ทำลายระบบนิติรัฐของประเทศจนมีนักประวัติศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า McCarthyism ได้ก่อความเสียหายให้กับรัฐธรรมนูญของสหรัฐฯ เสียยิ่งกว่าพรรคคอมมิวนิสต์อเมริกันเป็นไหนๆ

McCarthyism อาจจะดูเหมือนว่าได้ผ่านพ้นไปนานแล้ว แต่มันก็ยังสะท้อนใน anti-terrorist hysteria = ความกลัวผู้ก่อการร้ายจนขาดสติ ซึ่งทำให้รัฐบาลบุชก่อกรรมทำเข็ญกับผู้ต้องสงสัยชาวมุสลิมโดยไม่คำนึงถึงสิทธิพื้นฐานของพวกเขา

คล้ายๆ กับที่รัฐบาลสหรัฐฯ สมัยหนึ่งเคยทำกับคนอเมริกันด้วยกัน (แต่หนักกว่า)